ในฐานะคนอเมริกัน ผมคงต้องหยิบสูตรฟิลลีชีสสเต๊กมานำเสนอให้ได้ ด้วยความที่ครอบครัวของผมมาจากภูมิภาคนี้ของสหรัฐอเมริกา ผมจึงมีโอกาสได้ลิ้มลองแซนด์วิชที่ขึ้นชื่อว่าแคลอรีสูงที่สุดในโลกอยู่บ่อยๆ ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เชื่อผมเถอะว่า ความอร่อยนี้จะทำให้ต่อมรับรสของคุณตื่นเต้นไม่รู้จบ
ฟิลลีชีสสเต๊กคืออะไร?
ถ้าแปลกันแบบตรงตัว ชื่อนี้หมายถึง « แซนด์วิชสเต๊กกับชีส » ซึ่งก็บอกชัดเจนอยู่แล้วว่าวัตถุดิบหลักของเมนูสุดอร่อยชิ้นนี้มีอะไรบ้าง
สรุปแล้วนี่คือแซนด์วิชที่ทำจากเนื้อวัว ชีส (โดยทั่วไปมักใช้โพรโวโลน) และท็อปปิงยอดนิยมอย่างพริกหวานหรือหัวหอมคาราเมล
ต้นกำเนิดของฟิลลีชีสสเต๊ก
ชีสสเต๊กมีต้นกำเนิดจากสองพี่น้อง Pat และ Harry Olivieri ซึ่งเปิดแผงขายฮอตด็อกอยู่ใกล้ตลาดอิตาเลียนในย่านเซาท์ฟิลาเดลเฟีย
ในช่วงทศวรรษ 1930 ทั้งคู่เกิดไอเดียอยากทำแซนด์วิชแบบใหม่ โดยเวอร์ชันแรกนั้นเป็นขนมปังย่างที่ใส่เนื้อวัวกับหัวหอมย่าง และยังไม่มีชีส จนกระทั่งในช่วงทศวรรษ 1940 เมื่อแซนด์วิชชนิดนี้เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ผู้จัดการคนหนึ่งที่ร้าน Olivieri’s สาขา Ridge Ave. ได้ใส่โพรโวโลนลงไป จนกลายมาเป็นต้นกำเนิดของชีสสเต๊ก
กระแสความนิยมของชีสสเต๊กเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และร้าน Geno’s ก็เปิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 ตรงข้ามกับ Pat’s ก่อให้เกิดการแข่งขันแบบเป็นมิตรที่ยังคงดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ร้านอาหารมากมายในฟิลาเดลเฟียต่างก็เติมเอกลักษณ์ของตัวเองลงไปในชีสสเต๊ก

ไม่ว่าจะเป็น John’s Roast Pork ที่เสิร์ฟทั้งชีสสเต๊ก แซนด์วิชหมูย่าง และไก่ทอดชุบเกล็ดขนมปัง หรือ Max’s Steaks ในย่านตอนเหนือของฟิลาเดลเฟียที่ขึ้นชื่อเรื่องชีสสเต๊กชิ้นใหญ่เท่าท่อนแขน ร้านเหล่านี้รวมถึงอีกหลายแห่งต่างหยิบสูตรดั้งเดิมไปต่อยอด จนสร้างฐานแฟนเหนียวแน่นมาหลายรุ่น

Ingredients
- 250 g เนื้อสเต๊กหั่นบางมาก
- 0.5 หอมหัวใหญ่หั่นบาง
- 0.5 พริกหวานเขียวหั่นบางมาก
- 1 ผงกระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ
- 1 เกลือ 1 ช้อนชา
- 1 พริกไทย 1 ช้อนชา
- 200 g ชีสโพรโวโลนขูดหรือแบบแผ่น
- 1 บาแก็ต
Instructions
- ผัดหอมหัวใหญ่ด้วยไฟแรง 2-3 นาที
- ใส่พริกหวานลงไป แล้วผัดต่ออีก 2 นาที จากนั้นพักไว้
- ผัดเนื้อกับเกลือ พริกไทย และผงกระเทียม 3-4 นาที
- ใส่ผักที่พักไว้กลับลงไป
- จัดเนื้อเป็นแนวยาวให้เท่าความยาวของบาแก็ต
- โรยชีสด้านบน แล้วปิดไว้ 1-3 นาทีจนชีสละลาย
- ใช้ตะหลิวตักใส่ลงในบาแก็ต
Nutrition
เนื้อหาในแคมเปญประชาสัมพันธ์นี้สะท้อนมุมมองของผู้เขียนเท่านั้น และผู้เขียนเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว คณะกรรมาธิการยุโรปและหน่วยงานบริหารยุโรปเพื่อการวิจัย (REA) ไม่อาจรับผิดชอบต่อการนำข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารนี้ไปใช้ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม


